World Cup 2006 ความทรงจำของ ทีมชาติอิตาลี

worldcup-2006
worldcup-2006

world cup 2006 ศึกฟุตบอลโลก 2006 เป็น ฟุตบอลโลก ที่จัดขึ้นในดินแดนทวีปยุโรป ซึ่งเป็นเยอรมันที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในครั้งนั้น ซึ่งถือว่าเป็นการเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 2 ของเยอรมันแล้ว เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาเคยเป็นเจ้าภาพมาก่อนในศึกฟุตบอลโลก 1974 ซึ่งเป็นช่วงที่ตอนนั้นเยอรมันยังแยกประเทศกันอยู่เลย โดยเป็นเยอรมันตะวันตกที่เป็นเจ้าภาพในตอนนั้น ซึ่งด้วยการเป็นเจ้าภาพในครั้งนั้นทำให้ทีมชาติเยอรมันกลายเป็นทีมเต็งแชมป์ของศึกฟุตบอลโลก 2006 เพราะว่าพวกเขายังเป็นทีมแชมป์เก่าของทัวร์นาเม้นต์ในศึกฟุตบอลโลก 2002 ด้วย

ขุมกำลังของพวกเขาในตอนนั้นก็ถือว่าแข็งแกร่งทุกตำแหน่งด้วย และด้วยเสียงเชียร์ของแฟนบอล และความคุ้นเคยในสนามแข่งขัน ทำให้พวกเขามีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากที่สุดในตอนนั้น แต่ว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาก็ไปได้แค่เพียงรอบรองชนะเลิศเท่านั้น เมื่อไปเจอทีเด็ดคาเตนาชโช่ หรือว่ากลยุทธ์ในการเล่นเกมรับและโต้กลับของทีมชาติอิตาลีในทัวร์นาเม้นต์นั้นเข้าไป ซึ่งทำให้ปราบเยอรมันตกรอบรองชนะเลิศไปในที่สุดในช่วงต่อเวลาพิเศษ ซึ่งม้ามืดของฟุตบอลโลกครั้งนั้นก็คือทีม “อัซซูรี่” ทีมชาติอิตาลี นั่นเอง

ในช่วงก่อนที่ศึกฟุตบอลโลก 2006 จะเริ่มต้นขึ้น วงการฟุตบอลอิตาลีถือว่าเป็นช่วงอื้อฉาวสุดๆ เพราะว่ามีข่าวฉาวในเรื่องของการล็อคผลการแข่งขันครั้งใหญ่ของวงการฟุตบอลอิตาลีหลุดออกมาตามสื่อต่างๆ หรือที่ถูกเรียกว่าคดีกัลโช่โปลีนั่นเอง ซึ่งเป็นการล็อคผลการแข่งขันครั้งใหญ่ที่สุดของวงการฟุตบอลเลยด้วยซ้ำ เพราะว่ามีการทำกันเป็นขบวนการ และกินระยะเวลานานหลายปีเลยด้วยซ้ำ ซึ่งทำให้ทีมชาติอิตาลีตอนนั้นถือว่าระส่ำระสายสุดๆ เพราะว่าพวกเขาก็ยังไม่รู้อนาคตของตัวเองในตอนนั้น เพราะว่าก็มีนักเตะหลายคนในทีมชาติอิตาลีที่อยู่กับทีมที่พัวพันกับการล็อคผลการแข่งขัน แต่กุนซือ มาร์เซโล่ ลิปปี้ ยอดกุนซือของทีมก็รวมใจให้ทีมเก็บตัว และฝึกซ้อมจนเริ่มทัวร์นาเม้นต์นั้นได้สำเร็จ
World Cup รอบแบ่งกลุ่ม
  • ทีมชาติอิตาลีถูกจับไปอยู่ในกลุ่มอี โดยมี
  • ทีมชาติกาน่า
  • ทีมชาติสาธารณะรัฐเช็ก
  • ทีมชาติสหรัฐอเมริกา
  • อยู่ร่วมกลุ่ม ซึ่งก็ถือว่าไม่แข็ง และไม่อ่อนจนเกินไป ซึ่งอิตาลีออกสตาร์ตทัวร์นาเม้นต์ได้อย่างสวยงามด้วยการเอาชนะทีมชาติกาน่าไปได้ 2-0 และต่อมาก็เสมอกับทีมชาติสาธารณะรัฐเช็กได้ 1-1 ก่อนที่จะมาเอาชนะอเมริกาได้ 2-0 ทำให้เข้ารอบเป็นที่ 1 ของกลุ่มไปได้สำเร็จ

ฟุตบอลโลก รอบ 8 ทีม และ 16 ทีม

โดยพวกเขาเข้าไปพบกับ ทีมชาติออสเตรเลีย ที่พลิกล็อคเข้ารอบมาได้สำเร็จแทนที่ทีมชาติโครเอเชีย ทำให้ทีมชาติอิตาลีเจอกับงานที่ง่ายขึ้นในแง่ของความแข็งแกร่งของตัวผู้เล่น แต่พอเอาเข้าจริงแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่อิตาลีจะผ่านทีมจากแดนจิงโจ้มาได้ เพราะพวกเขาต้องมารอถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้ายของเกมเลยทีเดียวกว่าจะมาได้ประตูชัยจากจุดโทษของฟรานเชสโก้ ต็อตติ กองหน้าตัวเก่งของทีม และทำให้ทีมจากแดนมักกะโรนีเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ

รอบ 8 ทีมสุดท้ายอิตาลีเข้าไปพบกับทีมชาติยูเครนที่พลิกล็อคเข้ามาได้อย่างเซอร์ไพรส์ แต่เกมนั้นยูเครนก็สู้ไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง เพราะพวกเขามีอังเดร เชฟเชนโก้ กองหน้าตัวเก่งที่เป็นความหวังของทีมเพียงคนเดียวเท่านั้น และกองหลังอิตาลีก็รับมือกับกองหน้ารายนี้มาอย่างยาวนานในศึกกัลโช่ เซเรีย อา ทำให้อิตาลีเอาชนะยูเครนไปได้อย่างง่ายดาย 3-0

ทีมชาติอิตาลีกับ รอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2006

อิตาลีผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศไปพบกับเจ้าภาพของทัวร์นาเม้นต์อย่าง ทีมชาติเยอรมัน ซึ่งเป็นเต็งแชมป์ของรายการ และรอบก่อนหน้านี้พวกเขาก็โชว์ฟอร์มได้สมราคา เพราะรอบแรกพวกเขาชนะรวด และก็ผ่านทีมชาติสวีเดน และทีมแกร่งอย่างทีมชาติอาร์เจนติน่ามาได้สำเร็จ

เกมในรอบรองชนะเลิศเต็มไปด้วยความอืดอัด และทำให้ต้องเล่นในช่วงต่อเวลาพิเศษ ซึ่งเกมก็จะจบอยู่แล้ว แต่อิตาลีมาได้ลูกเตะมุม และเยอรมันก็เคลียร์กันไม่ขาด ทำให้บอลไปเข้าเท้าฟาบิโอ กรอสโซ่ แบ็คซ้ายจากปาแลร์โม่ที่เอี้ยวตัวปั่นบอลเสียบเสาสองเข้าไปอย่างสวยงาน ก่อนที่อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ กองหน้าจากยูเวนตุสจะมายิงปิดฝาโรงให้อิตาลีเข้าชิงชนะเลิศได้สำเร็จ

ทีมชาติอิตาลี
world cup 2006

ทีมชาติอิตาลีกับ รอบชิงชนะเลิศ world cup 2006

ทีมชาติอิตาลีเข้าไปชิงชนะเลิศกับทีมชาติฝรั่งเศสที่ก็เป็นชุดที่พวกเขาแข็งแกร่งอีกชุดหนึ่ง เพราะมีทั้งซีเนอดีน ซีดาน เธียร์รี่ อ็องรี และฟร็องค์ ริเบรี่อยู่ในแนวรุก ซึ่ง 90 นาที ทั้ง 2 ทีมเสมอกันไป 1-1 และก็มาเกิดเหตุดราม่าในช่วงต่อเวลาพิเศษ

เมื่อซีเนอดีน ซีดาน ดาวเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกในตอนนั้นเอาหัวไปโขกมาร์โก มาเตรัซซี่ กองหลังอิตาลีจนโดนใบแดงไล่ออกจากสนาม และสุดท้ายก็ต้องไปดวลจุดโทษกัน และเป็นอิตาลีที่แม่นกว่า ทำให้คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 ไปครองได้สำเร็จ

ซึ่งสิ่งสำคัญที่ทำให้พวกเขาเป็นแชมป์ในครั้งนั้นต้องยกให้กับแนวรับของทีมที่เสียไปเพียง 2 ประตูเท่านั้นตลอดทัวร์นาเม้นต์ และโดยเฉพาะฟาบิโอ คันนาวาโร่ กองหลังกัปตันทีมที่เล่นได้อย่างโดดเด่น จนทำให้ปีนั้นเขาคว้ารางวัลบัลลง ดอร์มาครองได้อีกด้วย

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*