Inter Milan ยุคทองของทีม “งูใหญ่”

inter-milan
inter-milan

ทีม “งูใหญ่” Inter Milan ถือว่าเป็นทีมที่ประสบความ สำเร็จเป็นอันดับที่ 3 ของวงการฟุตบอลอิตาลีในการคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้ หรือว่าแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา นั่นเอง โดยพวกเขาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศได้ถึง 18 สมัย ซึ่งเท่ากับ AC Milan ทีมคู่ปรับร่วมเมืองที่ก็ได้แชมป์ในจำนวนเท่ากัน

แต่ อินเตอร์ มิลาน นั้นถือว่าเป็นทีมที่ไม่ค่อยมั่นคงในเรื่องของผลงานเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะในช่วงหลังที่ผ่านมาที่มีการเปลี่ยนเจ้าของจาก มัสซิโม่ โมรัตติ อดีตประธานสโมสรคนเก่งมาเป็นนักลงทุนชาวจีนในเวลานี้ ซึ่งทำให้ในช่วงก่อนหน้านี้พวกเขาต้องเจอกับความยากลำบากทางด้านการเงินหนักทีเดียว ก่อนที่จะมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้

แต่อินเตอร์ มิลานก็มีช่วงยุคทองเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงที่ตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา ซึ่งจุดเปลี่ยนที่ทำให้กลายเป็นยุคทองของพวกเขาในตอนนั้นก็คือการที่ ยูเวนตุส ทีมยักษ์ใหญ่ของประเทศไปสร้างเรื่องฉาวคาวโลกไว้ ซึ่งก็คือการล็อคผลการแข่งขันนั่นเอง ซึ่งทำให้พวกเขาต้องถูกปรับตกชั้นในปี 2006 ด้วย

และแชมป์ในฤดูกาล 2005-2006 ก็ต้องถูกยกให้กับอินเตอร์ มิลานที่เป็นอันดับ 2 ในฤดูกาลนั้น ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อินเตอร์ มิลานประสบความสำเร็จในช่วงนั้นนั่นเอง

ในยุคนั้นอินเตอร์ มิลานมีโรแบร์โต้ มันชินี่ กุนซือชาวอิตาลีคุมทีม ซึ่งในปี 2006 เมื่อยูเวนตุสต้องถูกปรับตกชั้นไปเล่นในศึกกัลโช่ เซเรีย บี ก็ทำให้พวกเขาทางสะดวกในการเป็นแชมป์กัลโช่ เซเรีย อาเลยก็ว่าได้ และฟอร์มของพวกเขาก็ถือว่าสุดยอดเป็นอย่างยิ่งด้วย โดยคู่ปรับอย่างเอซี มิลานในตอนนั้นก็เป็นยุคที่เป็นช่วงท้ายของคาร์โล อันเชล็อตติแล้ว ซึ่งพวกเขาก็ไปเล่นดีในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเสียมากกว่า ส่วนฟอร์มในกัลโช่ เซเรีย อานั้นถือว่าธรรมดามาก

ทำให้ในฤดูกาล 2006-2007 อินเตอร์ มิลานกลายเป็นแชมป์ได้อย่างสบาย และโกยคะแนนไปได้ถึง 97 คะแนนเลยทีเดียว ซึ่งทั้งอันดับที่ 2 อย่างโรม่าไปถึง 22 คะแนน และคว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ

และฤดูกาลต่อมาพวกเขาก็คว้าแชมป์ลีกมาครองได้อีกครั้ง ซึ่งพวกเขานำตั้งแต่จบนัดที่ 5 ของฤดูกาลไปจนเป็นแชมป์แบบม้วนเดียวจบเลยทีเดียว โดยคราวนี้พวกเขาเฉือนโรม่าไปเพียง 3 คะแนนเท่านั้น แต่ก็ยังเป็นแชมป์ได้อยู่ดี แต่ว่ามันกลายเป็นฤดูกาลสุดท้ายของโรแบร์โต้ มันชินี่ในการคุมทีมด้วย ซึ่งเขาก็ส่งไม้ต่อไปให้กับโชเซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือชาวโปรตุกีสที่ก็ได้รับมรดกของมันชินี่ไปคุมทีมต่อ ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่ยูเวนตุสก็ต้องสร้างทีมขึ้นมาใหม่หลังจากเลื่อนชั้นกลับมาอยู่ในลีกสูงสุดพอดีด้วย

ซึ่งการที่โชเซ่ มูรินโญ่เข้ามาคุมทีมต่อจากโรแบร์โต้ มันชินี่ในตอนนั้นเหมือนกับเป็นการมาสานต่อความสำเร็จเข้าสู่รังจูเซ็ปเป้ เมียซซ่าอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะเป็นแชมป์สคูเด็ตโต้ไปเป็นฤดูกาลที่ 4 ติดต่อกันแล้ว พวกเขายังทำได้ดีอย่างต่อเนื่องในฤดูกาลต่อมา ด้วยการเป็นแชมป์กัลโช่ เซเรีย อาสมัยที่ 5 ติดต่อกันได้สำเร็จ และนอกจากนั้นแล้วพวกเขายังประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการก้าวขึ้นไปคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาล 2009-2010 ได้อีกด้วย ซึ่งกลายเป็นแชมป์ยุโรปสมัยที่ 3 ของประวัติศาสตร์สโมสรอีกด้วย

อินเตอร์ มิลาน
Inter Milan

ซึ่งหลายๆ คนก็คิดว่าฤดูกาลนั้นอินเตอร์ มิลานไม่น่าจะไปถึงแชมป์ แต่พวกเขาก็พลิกล็อคเอาชนะ บาร์เซโลน่าในยุคยอดทีมที่มีเป็ป กวาดิโอล่าคุมทีมได้สำเร็จในรอบรองชนะเลิศ และรอบชิงชนะเลิศก็เอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ได้อีก 2-0

ซึ่งนอกจากนั้นก็ยังเป็นแชมป์โคปา อิตาเลียอีกด้วย ซึ่งทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่ทำทริปเปิ้ล แชมป์ได้สำเร็จในฤดูกาลนั้น ซึ่งถือว่าเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของทีม “งูใหญ่” เลยก็ว่าได้

ขุมกำลังของอินเตอร์ มิลานชุดนั้นถือว่าเป็นทีมที่ลงตัว และเป็นนักเตะในสไตล์ที่โชเซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือชาวโปรตุเกสต้องการทั้งนั้น

  • นายประตู ชูลิโอ เซซ่าร์ ซึ่งถือว่าเป็นนายทวารที่เหนียวที่สุดในเวลานั้นก็ว่าได้
  • แผงหลัง มีลูซิโอ กองหลังร่างสูงชาวบราซิเลี่ยน จับคู่กับวอลเตอร์ ซามูเอล กองหลังทีมชาติอาร์เจนติน่า
  • แบ็คขวา-ซ้าย เป็น ดั๊กลาส ไมค่อน ซึ่งก็ถูกยกให้เป็นแบ็คขวาที่ดีที่สุดของโลกในยุคนั้นเช่นกัน โดยมีฮาเวียร์ ซาเน็ตติ กองหลังระดับตำนานของสโมสรที่ถูกจับไปยืนเป็นแบ็คซ้ายแทน นอกจากนั้นยังมีตัวสำรองอย่างคริสเตียน คิวู มาร์โก มาเตรัซซี่ และอีวาน คอร์โดบ้าในการหมุนเวียนกันลงสนามด้วย
  • แดนกลาง มีเอสเตบัน คัมบิอัสโซ่ กองกลางชาวอาร์เจนไตน์เล่นกับเดยัน สแตนโควิช และเวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ เพลย์เมคเกอร์ชาวดัตช์
  • กองหน้า ซามูเอล เอโต้ กับ ดิเอโก้ มิลิโต้ และมีตัวสำรองอย่างโกรัน ปานเดฟ และมาริโอ บาโลเตลลี่อีกด้วย

ซึ่งถือว่าเป็นยุคทองของอินเตอร์ มิลานอย่างแท้จริงในตอนนั้น

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*