Calciopoli ดคีอื้อฉาวที่สุดของวงการฟุตบอลอิตาลี

ยูเวนตุส
ยูเวนตุส

ศึกฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา เคยเป็นลีกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกเลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ 90 ซึ่งถือว่าเป็นยุครุ่งเรืองของวงการฟุตบอลอิตาลีเลยก็ว่าได้ เพราะว่ามียอดดาวเตะของโลกหลายคนย้ายไปค้าแข้งกับทีมในอิตาลี แต่ในระยะหลังมานี้ศึกกัลโช่ เซเรีย อากลับได้รับความนิยมลงไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เพียงแค่แฟนบอลต่างประเทศเท่านั้นที่ไม่ค่อยสนใจศึกกัลโช่ เซเรีย อา แต่ยังเป็นกับแฟนบอลในประเทศตัวเองด้วย ซึ่งจะเห็นได้จากยอดแฟนบอลที่เข้าชมในแต่ละสนามที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสิ่งที่ทำให้ศึกลีกสูงสุดของอิตาลีนั้นได้รับการยอมรับน้อยลงก็คือการที่พวกเขามีคดีใหญ่ของวงการฟุตบอลในปี 2004-2006 ซึ่งถูกเรียกว่าคดี Calciopoli หรือว่าคดีล็อคผลการแข่งขันครั้งใหญ่ของ ศึกกัลโช่ เซเรีย อา นั่นเอง

ที่สำคัญอีกอย่างในช่วงที่ผ่านมาคือการที่ยูเวนตุสกลายเป็นทีมที่คว้าแชมป์สคูเด็ตโต้มาครองได้เพียงทีมเดียวเท่านั้นนับตั้งแต่ปี 2011 ที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่มีทีมไหนที่สามารถล้มพวกเขาได้เลยในประเทศอิตาลี และเมื่อเกิดเหตุการณ์ กัลโช่ โปลี ก็ยิ่งทำให้กลายเป็นจุดด่างพล้อยของวงการฟุตบอลอิตาลีตั้งแต่นั้นมา แม้ว่าในตอนปี 2006 อิตาลีจะสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาครองได้สำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ลบล้างเรื่องของการล็อคผลการแข่งขันครั้งใหญ่นี้ไปได้เลย

ในคดีอื้อฉาวกัลโช่ โปลีในครั้งนั้นมีผู้เกี่ยวข้องมากมายไล่ตั้งแต่ผู้ตัดสินในสนามที่ถูกติดสินบน รวมถึงการโดนข่มขู่จากมาเฟียของอิตาลีด้วย ซึ่งนอกจากนั้นแล้วยังมีระดับผู้บริหารของสโมสร ผู้จัดการทีม และรวมถึงนักเตะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งคนที่โด่งดัง และเกี่ยวข้องกับคดีการล็อคผลการแข่งขันครั้งนี้มากที่สุดก็คือ ลูเซียโน่ มอจจี้ อดีตผู้บริหารของหลายทีมใหญ่ในกัลโช่ เซเรีย อา ซึ่งเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของการล้มบอล เพราะเขาเหมือนเป็นผู้ประสานงาน และตัวการใหญ่ในการล็อคผลการแข่งขันครั้งนั้น ทำให้เขาถูกลงโทษมากที่สุดคือโดนแบนจากวงการฟุตบอลอิตาลีเป็นเวลาถึง 5 ปี แถมยังต้องติดคุกอีก 5 ปี 4 เดือนอีกด้วย

นอกจากนั้นก็ยังมี เคลาดิโอ โลติโต้ ประธานสโมสรลาซิโอคนปัจจุบันก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้เช่นกัน นอกนั้นก็มี อาเดรียโน่ กัลป์เลียนี่ อดีตซีอีโอของสโมสรเอซี มิลานก็ถูกแบนจากเหตการณ์นี้ด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่ารายชื่อที่กล่าวมาล้วนเป็นบิ๊กเนมของวงการฟุตบอลอิตาลีทั้งนั้น ซึ่งทำให้ลีกกัลโช่ เซเรีย อากลายเป็นลีกที่หมดความน่าเชื่อถือตั้งแต่นั้นมา





บทลงโทษของทีมที่เกี่ยวข้องกับ Calciopoli

หลังจากผลการสืบสวนพบว่าทีมที่มีเอี่ยวที่สุดในการล็อคผลการแข่งขันครั้งใหญ่นั้นก็คือทีม “ม้าลาย” ยูเวนตุส ทีมยักษ์ใหญ่ของลีกที่เป็นทีมแชมป์ 2 ฤดูกาลที่มีการพัวพันกับการล็อคผลการแข่งขัน คือฤดูกาล 2004-2005 และ 2005-2006 ซึ่งทำให้หลังจากมีการสืบสวนพวกเขาถูกริบแชมป์ไปในที่สุด และยกไปให้กับอินเตอร์ มิลานที่เป็นทีมรองแชมป์ในปี 2006 แทน ซึ่งในตอนนั้นทางทีม “ม้าลาย” ถูกลงโทษด้วยการถูกปรับให้ต้องตกชั้นไปเล่นในกัลโช่ เซเรีย บีเลยทีเดียว

ซึ่งตอนแรกมี ฟิออเรนติน่า กับ ลาซิโอ ที่ถูกสั่งปรับตกชั้นไปด้วยกัน แต่หลังจากที่มีการอุทธรณ์ก็ทำให้ทีม “ม่วงมหากาฬ” กับทีม “อินทรีย์ฟ้าขาว” รอดพ้นจากการตกชั้นจนได้ และกลายเป็นยูเวนตุสทีมเดียวที่ต้องตกชั้นไปเล่นในเซเรีย บี

ส่วนฟิออเรนติน่า และลาซิโอนั้นถูกลงโทษเพียงการตัดแต้มในฤดูกาลต่อมาเท่านั้น โดยถูกตัด 15 และ 7 แต้มตามลำดับ ซึ่งทั้ง 2 ทีมก็สามารถรอดพ้นจากการตกชั้นได้สำเร็จ นอกจากนั้นก็ยังมี เอซี มิลาน และเรจจิน่า ที่ต้องถูกตัดแต้มในฤดูกาลต่อมาด้วย

ยูเวนตุสถูกเล่นงานหนักจากการล็อคผลการแข่งขันครั้งนั้น ซึ่งทำให้พวกเขาต้องฟุบลงทันที เพราะหลังจากที่ถูกตัดสินให้ลดลงไปเล่นในเซเรีย บี บรรดานักเตะดาวดังแทบทั้งทีมก็ตัดสินใจย้ายออกจากทีมไปเกือบหมด โดยเหลือแค่เพียงจิอันลุยจิ บุฟฟ่อน นายประตูมือ 1 ของทีม พาเวล เน็ดเว็ด กองกลางทีมชาติสาธารณะรัฐเช็ก และอเล็กซานโดร เดล ปิเอโร่ กองหน้าระดับตำนานของสโมสรเท่านั้นที่ตัดสินใจเล่นให้กับทีมต่อไปในลีกรอง

ซึ่งนอกจากะถูกปรับลดชั้นแล้วพวกเขายังต้องโดนตัดแต้มอีกด้วย โดยตอนแรกนั้นถูกปรับถึง 30 คะแนนเลยทีเดียว ก่อนที่จะยื่นอุทธรณ์ลดลงมาเหลือโดนตัดเพียงแค่ 9 คะแนนเท่านั้น ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถก้าวขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้อีกครั้งภายในปีเดียวเท่านั้น เพราะนักเตะที่พวกเขามีอยู่ก็ถือว่ายังแข็งแกร่งกว่าทีมอื่นๆ ในกัลโช่ เซเรีย บีอยู่ดี แต่ถึงแม้ว่าทีม “ม้าลาย” จะสามารถก้าวขึ้นมาอยู่ในกัลโช่ เซเรีย อาได้อีกครั้ง

แต่พวกเขาก็ต้องใช้เวลาสร้างทีมใหม่หลายปีทีเดียว กว่าที่พวกเขาจะกลับมาประสบความสำเร็จโดยการเป็นแชมป์สคูเด็ตโต้อีกครั้ง คือในฤดูกาล 2011-2012 ที่พวกเขาดึงอันโตนิโอ คอนเต้ อดีตกองกลางของทีมเข้ามาเป็นกุนซือนั่นเอง

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*